|
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 01:55 น. |
เป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มขนาดของเต้านมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งการเพิ่มขนาดหน้าอกนี้ก็เพื่อ
- เพื่อให้รูปร่างดูดีขึ้นซึ่งอาจจะเป็นการแก้ความรู้สึกส่วนตัวที่ว่าเต้านมของตัวเองนั้นมีขนาดเล็กเกินไป
- เพื่อเพิ่มขนาดของเต้านมหลังจากมีบุตร หลังการให้นมบุตรหรือคลอดบุตรแล้วเต้านมอาจจะมีความตึงน้อยลง
- เพื่อแก้ไขขนาดที่แตกต่างของเต้านมทั้งสองข้าง
- เพื่อแก้ไขรูปทรงที่ผิดปกติซึ่งอาจจะเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการผ่าตัด
ใครควรเสริมหน้าอก (เพิ่มขนาดเต้านม)
ผู้ที่จะเพิ่มขนาดเต้านมต้องมีความต้องการที่จะให้รูปร่างดูดีขึ้นผู้นั้นควรจะมีสุขภาพที่แข็งแรง? แต่ต้องอย่าหวังมากเกินไปว่ารูปร่างจะดูสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ
ชนิดของถุงเต้านมเทียม (Breast implants)
ถุงเต้านมเทียมจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ(ดูภาพประกอบ)
1. เปลือกถุง ซึ่งจะทำด้วยซิลิโคนลักษณะของเปลือกอาจจะเป็นผิวเรียบหรือผิวขรุขระ
2 สารที่บรรจุในถุง จะมีอยู่ 2 ชนิดคือ
2.1 น้ำเกลือ
2.2 ซิลิโคนเหลว
ผิวเรียบบรรจุวุ้น(ซิลิโคนเหลว) ผิวทรายบรรจุน้ำเกลือ
ผิวทรายบรรจุวุ้น(ซิลิโคนเหลว) ผิวทรายบรรจุวุ้น(ซิลิโคนเหลว)
มีความเสี่ยงแค่ไหนในการได้รับการเสริมเต้านม
การผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากการทำผ่าตัดทั่วไป เช่น เลือดออก เลือดคั่ง ติดเชื้อ แต่มีอัตราการเกิดประมาณ 1-5 % ผลแทรกซ้อนจากการเสริมเต้านมอาจจะเกิดการรัดตัวของพังผืดที่อยู่รอบเต้านมทำให้เกิดความรู้สึกแข็งผิดปกติของเต้านมข้างนั้นบางครั้งอาจจะมีความรู้สึก เสียว ชา บริเวณหัวนมหรือบริเวณใกล้รอยผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่จะดีขึ้นเป็นปกติได้แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกเช่นนั้นตลอดไป ผู้ที่ได้รับการเสริมเต้านมสามารถให้นมบุตรได้ถ้าต้องการ มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับการเสริมเต้านมบางรายมีอาการปวดตามข้อต่าง ๆ มีไข้ อ่อนเพลีย แต่จากการศึกษาโดยละเอียดไม่สามารถระบุความเกี่ยวพันระหว่างอาการเหล่านี้กับการเสริมเต้านมได้ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับการเสริมเต้านมแต่การตรวจเต้านมด้วยเอ็กซเรย์แมมโมแกรม ต้องใช้วิธีพิเศษ
ถุงเต้านมเทียมมีโอกาสแตกรั่วหรือไม่
ถุงเต้านมเทียมมีโอกาสแตกหรือรั่วได้ไม่เกี่ยวกับการได้รับกระแทกอย่างรุนแรง ถ้าเป็นน้ำเกลือเต้านมด้านนั้นจะยุบลงโดยรวดเร็วน้ำเกลือที่รั่วออกมาจะถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิตไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด ถ้าเป็นซิลิโคนเหลวจะเกิดได้ 2 กรณี อย่างแรกถ้าพังพืดที่หุ้มรอบถุงไม่แตกอาจจะไม่รู้เลยว่าเกิดการรั่วขึ้น ถ้าพังพืดที่หุ้มรอบฉีกขาดซิลิโคนเหลวจะออกมานอกถุงแล้วอาจจะเกิดพังพืดหุ้มรอบซิลิโคนนั้นใหม่เต้านมข้างนั้นจะมีรูปร่างที่เปลี่ยนไปและอาจจะรู้สึกแข็งมากขึ้น
วางแผนสำหรับการผ่าตัด
ถ้าท่านสนใจที่จะได้รับการผ่าตัดควรจะพบแพทย์ที่มีความชำนาญเพื่อให้แพทย์ที่มีความชำนาญเพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายของท่าน และสภาพเต้านมของคุณและสามารถจะคุยซักถามและบอกความต้องการของคุณต่อแพทย์เพื่อแพทย์จะได้บอกรายละเอียดของการทำผ่าตัดต่อคุณ
ระยะพักฟื้นจากการผ่าตัด ประมาณ 5-7 วัน
ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 2-4 ชั่วโมง
การผ่าตัด
รอยผ่าตัดอาจจะอยู่ที่รักแร้ รอบปานนม กลางปานนม ใต้ฐานนม สะดือ
(ภาพ 1) ก่อนผ่าตัด (ภาพ 2)หลังผ่าตัด
ตำแหน่งถุงเต้านมเทียม
อยู่ใต้กล้ามเนื้อ (ภาพ3) อยู่ใต้เนื้อเต้านม (ภาพ 4)
หลังผ่าตัด
คุณจะรู้สึกตึงปวดได้บ้างประมาณ 2-3 วัน หลังผ่าตัดรูปร่างของเต้านมจะดูเป็นธรรมชาติประมาณ 1-2 เดือนคุณอาจจะต้องนวดเต้านมที่เสริมตามคำแนะนำของแพทย์อีกประมาณ 3-6 เดือน

กฎหมายใหม่ของเต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย
หมอสมพล : ผู้คนสมัยนี้ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยความงามกันทั้งนั้นนะครับ การผ่าตัดเพื่อเสริมแต่งความงานตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็เลยกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว โดยเฉพาะการผ่าตัดเสริมทรวงอกนั้นมีผู้นิยมทำกันค่อนข้างมากทีเดียว การผ่าตัดเสริมทรวงอก เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย
การผ่าตัดเสริมทรวงอกหรือการเสริมเต้านมไม่ว่าจะเป็นการฝังวัสดุหรือฉีดสารเข้าไปเสริมน่าจะมีความปลอดภัยหากผู้ที่กระทำเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่เนื่องจากกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการเสริมทรวงอกมักจะรู้ไม่เท่าทันโดยไปใช้บริการจากผู้ที่ไม่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงประกาศให้เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกายเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องแจ้งรายการละเอียดต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มีนาคม 2541 เป็นต้นไป
เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฝังในร่างกายเพื่อทดแทนเต้านมส่วนที่ขาดหายไป หรือเพื่อให้เกิดความสวยงามรวมทั้งการใช้ฉีดสารเข้าไปด้วย การใช้เต้านมเทียมชนิดนี้จะต้องใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้นนั่นก็คือจะต้องให้แพทย์เป็นผู้ผ่าตัดฝังหรือฉีดซิลิโคนให้แก่ผู้ที่ต้องการและควรจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง คือ แพทย์ทางศัลยกรรมตกแต่ง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นหมอผ่าตัดที่ฝึกมาทางการตกแต่งเสริมความงามเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและตัวผู้ถูกผ่าไม่ต้องกลายเป็นหนูทดลองสำหรับหมอ แล้วคุณจะได้มีทรวงอกที่สวยงามตามที่ต้องการอีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 01:51 น. |
|
การดูดไขมัน หมายถึง การใช้เครื่องมือที่ลักษณะคล้ายกับท่อยาวใส่เข้าไปใต้ผิวหนังของคนเราเพื่อดูดเอาไขมันส่วนเกินออกมาจากบริเวณต่าง ๆ เช่น หน้าท้อง,สะโพก,ก้น,ต้นขา,ต้นแขน,คอ เป็นต้น ในการดูดไขมันนั้นไม่สามารถที่จะใช้ลดความอ้วนทั่วร่างกายได้แต่สามารถจะลดจำนวนปริมาณไขมันบริเวณส่วนต่าง ๆ ที่สะสมอยู่เฉพาะที่ได้
คุณอย่าหวังว่าการดูดไขมันจะช่วยให้คุณดูรูปร่างเพรียวบางมันเพียงแต่จะทำให้รูปร่างคุณดูดีขี้นและมีความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ที่จะได้รับผลดีจากการดูดไขมันควรจะไม่อ้วนผิวหนังควรมีความยืดหยุ่นดีและมีไขมันสะสมเฉพาะที่ คุณควรมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีจิตใจที่ปกติคุณที่มีอายุก็สามารถจะทำการดูดไขมันได้แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้จะผ่าตัดถึงผลที่จะได้รับให้เข้าใจดีเสียก่อน
การวางแผนการผ่าตัด
คุณควรจะต้องปรึกษากับศัลยแพทย์ตกแต่งถึงความเป็นไปได้ของผลการผ่าตัดที่คุณหวัง วิธีการเลือกการผ่าตัด ผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ศัลยแพทย์ควรเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ได้รับวุฒิบัตรศัลยแพทย์ตกแต่งของแพทย์ สภาหรือเทียบเท่าถ้าเป็นสถาบันจากต่างประเทศ

การผ่าตัด
การดูดไขมันนี้จะมีการเสียเลือดบ้างบางครั้งศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะให้ท่านเก็บเลือดของคุณไว้ก่อนผ่าตัดเพื่อใช้ขณะผ่าตัด แต่ส่วนใหญ่จะไม่จำเป็นต้องให้เลือด การดูดไขมันอาจจะใช้การให้ยาชาเฉพาะที่หรือดมยาสลบก็ขึ้นอยู่กับบริเวณและจำนวนที่จะดูดไขมัน การผ่าตัดอาจจะทำได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล การดูดไขมันแพทย์จะต้องวาดตำแหน่งที่ต้องการเอาไขมันออกไว้ก่อน หลังจากนั้นจะเจาะที่ผิวหนังเป็นรอยเล็ก ประมาณ 0.5-1.5 cm แล้วใส่ท่อที่จะดูดไขมันเข้าไปท่อนี้จะต่อกับเครื่องปั๊มสูญญากาศหรือเครื่องอัลตราซาวด์ ปริมาณของไขมันที่ออกมาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณไขมันที่สะสมหลังผ่าตัดแพทย์จะใช้ผ้าพันบริเวณที่ดูดไขมันไว้ประมาณ 2-5 วัน
หลังผ่าตัด
หลังผ่าตัดแพทย์จะเปิดผ้าพันแผลประมาณ 2-5 วัน ไหมที่เย็บไว้จะตัดออกประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นคุณต้องพันผ้าในส่วนที่ดูดไขมันอีกหรือใส่เครื่องนุ่งห่มที่กระชับกับส่วนที่ได้รับการดูดไขมันไว้อีกประมาณ 1-2 เดือน บริเวณที่ดูดไขมันจะมีรอยซ้ำเขียวประมาณ 1-2 อาทิตย์ ผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันจะดูลักษณะเป็นลูกคลื่นได้ ซึ่งจะดีขึ้นภายใน 2-3 เดือน คุณสามารถจะกลับไปทำงานได้ประมาณ 5-7 วัน
ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
การดูดไขมันก็เหมือนกับการผ่าตัดทั่วไปที่อาจผลแทรกซ้อนขึ้นมาได้ ผลแทรกซ้อนอันนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย เช่น การติดเชื้อ มีเลือดคั่ง ผิวหนังเป็นลูกคลื่น รอยแผลเป็นนูนหรือบุ่ม ผิว หนังมีแผล และอาจจะมีผิวหนังเปลี่ยนสี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 01:36 น. |
|
ใบหน้าหรือรูปหน้าของคนเราทั่วไปจะสามารถแบ่งส่วนออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ จากบนลงล่างคือ ส่วนบนสุด ได้แก่ กระโหลก และหน้าผาก ส่วนกลางคือส่วนกรามบนจมูกและเบ้าตารวมทั้งโหนกแก้ม ส่วนล่างสุดคือส่วนกระดูกกราม การมีสัดส่วนของใบหน้าที่ใหญ่เกินเหมาะสมย่อมจะทำให้รูปร่างของใบหน้าดูไม่ งามได้ ในผู้หญิงทั่วไปนิยมรูปใบหน้าที่เรียวยาวมากกว่าใบหน้ากว้าง กลมหรือเหลี่ยม ดังเช่นในผู้ชาย การแก้ไขสัดส่วนของใบหน้าในส่วนต่าง ๆ สามารถทำให้โครงสร้างของใบหน้าเปลี่ยนแปลงได้
ในคนไทยและเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง คือมีความโหนกของกระดูกโหนกแก้ม และกราม ทำให้ได้รูปทรงใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม การตัดแต่งกระดูกในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นต้องการของผู้ที่อยากจะได้รูปหน้าที่เรียวขึ้น ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางการผ่าตัดกระดูกใบหน้าและศีรษะได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างของใบหน้าสามารถทำได้มากยิ่งขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกับการแก้ไขกรามเพื่อความสวยงามก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ในบทความนี้จะกล่าวถึงการตัดแต่งมุมกราม ที่ไม่ใช่การตัดกรามเพื่อแก้ไขความผิดปกติของการสบฟันและการขบเคี้ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีรายละเอียดมากกว่า รวมทั้งการตัดแต่งกระดูกโหนกแก้มซึ่งจะนำมาเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไป
เมื่อพิจารณากรามที่ยื่นทางด้านหลังนั้นมีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องด้วยกัน ได้แก่ กระดูกกรามด้านหลังหรือมุมกราม, กล้ามเนื้อที่คลุมมุมกราม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบดเคี้ยวอาหาร ซึ่งในบางคนมักจะมีขนาดใหญ่และหนาด้วย, เส้นประสาทที่มุดในกระดูกกรามเพื่อรับรู้ความรู้สึกของซี่ฟันล่างส่วนหลัง และริมฝีปากส่วนล่าง การตัดแต่งมุมกรามนั้นมีขั้นตอนในการดูแลได้แก่ แพทย์ผู้รักษาจะต้องตรวจดูสภาพของกระดูกกรามทั้งหมดเสียก่อน อันได้แก่ความหนา ความสูงของกระดูกกรามทั้งอัน ความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกกรามและกระดูกใบหน้าส่วนบนรวมทั้งการสบฟันว่าผิด ปกติด้วยหรือไม่ ความหนาของกล้ามเนื้อมุมกรามดังกล่าว ความผิดปกติของกระดูกกรามส่วนอื่น เช่นคาง ข้อขากรรไกร รวมทั้งฟันซี่ต่าง ๆ ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้นำข้อมูลมาประกอบการตัดกรามว่าจะสามารถทำให้ใบหน้ามีการ เปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด และจะได้รูปร่างของใบหน้าสมดุลย์กับส่วนอื่นของใบหน้าหรือไม่ หลังจากนั้นต้องมีการตรวจภาพถ่ายรังสีเพื่อดูกระดูกกรามทั้งหมดและความยื่น ของกระดูกกราม ฟันซี่ต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาแนวในการตัดกระดูกกรามว่าจะตัดในแนวใดจึงจะเหมาะสม เป็นต้น
การตัดกรามนั้นจำเป็นต้องทำร่วมกับการดมยาสลบ เนื่องจากจะต้องมีการใช้เครื่องมือซึ่งเป็นเลื่อยอันเล็ก ๆ สอดเข้าไปตัดที่มุมกราม

โดยทั่วไปแล้วจะสามารถเข้าไปตัดกระดูกได้ โดยการผ่าตัดได้สองทางด้วยกัน คือ
1. การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก
เป็นการผ่าตัดที่แพทย์จะเปิดแผลจากภายนอกบริเวณใกล้ ๆ กับมุมกรามแล้วค่อย ๆ เลาะผ่านกล้ามเนื้อและหลบเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ มุมปาก หลังจากนั้นจึงตัดแยกกล้ามเนื้อมุมกรามออกเข้าหากระดูกมุมกราม เมื่อสามารถเปิดกระดูกมุมกรามส่วนที่ต้องการจะตัดได้เรียบร้อยแล้วจึงใช้ เลื่อยตัดกระดูกตามแนวที่ต้องการแล้วเอาชิ้นกระดูกที่เกินนั้นออกไป ตกแต่งมุมกระดูกให้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเย็บแผลปิด วิธีนี้แพทย์สามารถผ่าตัดได้ง่าย เนื่องจากไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรพิเศษมากนัก และไม่ต้องผ่านช่องปากเข้าไปหากระดูก อาการบวมจึงมักจะน้อยกว่า แต่วิธีนี้มีโอกาสที่แพทย์อาจจะกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงมุมกรามได้ แม้จะเป็นการชั่วคราวแต่ก็สามารถทำให้เกิดการเอียงหรือเบี้ยวของมุมปากได้ในระยะแรก และสิ่งสำคัญคือแผลผ่าตัดที่มุมกรามนั้นบางรายอาจจะสามารถเห็นและสังเกตได้ และบางรายก็เกิดอาการแผลปูดนูนตามมาในระยะหลังได้ ซึ่งจะต้องทำการรักษาต่อไป
2. การผ่าตัดจากภายในช่องปาก
วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยุ่งยากมากกว่าและจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่พิเศษกว่าการตัดจากภายนอก แพทย์จะทำการเปิดแผลที่ในช่องปากตรงบริเวณหลังฟันกรามซี่สุดท้ายในแนวดิ่งแล้วค่อย ๆ เลาะแยกเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวรวมทั้งกล้ามเนื้อที่คลุมมุมกรามออก หลังจากนั้นจึงเลาะเยื่อหุ้มกระดูกออกให้กว้างเพียงพอที่จะสอดใส่เครื่องมือเข้าไปที่มุมกรามเพื่อจะให้เห็นมุมกรามและกรามส่วนหลังได้ชัดเจน หลังจากนั้นจึงใช้เลื่อยที่มีรูปร่างเป็นเลื่อยมุมฉากเข้าไปทำการตัดตามแนวที่ต้องการเลื่อยชนิดนี้จะมีความยาวเพียงพอที่จะทำให้การตัดในแนวตั้งฉากสามารถทำได้ หลังจากนั้นแพทย์จึงนำชิ้นกระดูกที่ถูกตัดขาดออกมาพร้อมกับการตกแต่งกระดูกส่วนที่เหลือให้กลมมนตามปกติแล้วจึงเย็บแผลปิดตามเดิม ปัญหาของการตัดด้วยวิธีนี้นั้นส่วนมากมักจะเป็นเรื่องเทคนิกการผ่าตัดซึ่ง มักจะต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดรวมทั้งต้องการเครื่องมื่อที่เหมาะสมด้วยจึงจะทำให้การผ่าตัดได้ผลดี และกระดูกที่ตัดออกมานั้นมีขนาดที่พอเหมาะการผ่าตัดจากภายในปากนี้มีการดึงรั้งกล้ามเนื้อและเยื่อบุปากมากกว่าจึงมีอาการบวมค่อนข้างจะมากกว่าการตัดจากภายนอกปาก แต่ไม่มีแผลเป็นให้เห็นจากภายนอกและการกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทก็มักจะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ
การดูแลหลังการผ่าตัด
หลังการผ่าตัดนั้นโดยมากมักจะมีอาการบวมไม่มากก็น้อยผู้ป่วยมักจะปวดบริเวณที่ผ่าตัดบ้างพอสมควร แต่มักจะเข้าที่ทั้งหมดในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนอาการบวมที่มุมกรามมักจะมีอยู่ประมาณ 1-2 เดือนจึงจะเห็นรูปร่างกระดูกกรามใหม่ การฝึกการอ้าปากนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะแนะนำโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่าตัดจาก ในช่องปากทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการติดแข็งของพังผืดที่อยู่รอบกรามและใกล้ ๆ กับข้อของขากรรไกรส่วนการอักเสบที่รุนแรงนั้นมักจะพบได้น้อยและไม่ค่อยมีปัญหากเรื่องดังกล่าว
ผลข้างเคียงของการผ่าตัดลดมุมกรามนั้นมีได้เหมือนกันครับที่เคยพบมาก็ได้แก่
1. ปัญหาเรื่องแผลผ่าตัดอักเสบติดเชื้อ สามารถพบได้ทั้งการผ่าตัดจากภายในและภายนอกช่องปากแต่ทั้งนี้มักจะเป็นการอักเสบที่ไม่ค่อยจะรุนแรงนัก และสามารถรักษาให้หายได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะธรรมดาก็มักจะเพียงพอมีส่วนน้อยมากที่จะลุกลามเป็นการติดเชี้อที่กระดูกกราม
2. ความไม่เท่ากันของกระดูกกราม ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากกระดูกกรามที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ก่อนการผ่าตัดหรือรวมทั้งการตัดกระดูกกรามที่ไม่เท่ากันหรือเนื่องจากการบวมที่แตกต่างกันทั้งสองข้าง
3. การกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่เลี้ยงริมฝีปากและเหงือกซึ่งโดยทั่วไปหมอจะพยายามที่จะรักษาและหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนต่อเส้น ประสาทดังกล่าว และในกรณีที่ผ่านอกปากหมอจะพยายามเลี่ยงต่อเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อมุมปากล่าง แต่การดึงรั้งอาจจะทำให้เกิดการขยับปากหรือเกิดอาการชาที่ริมฝีปากได้ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนก็จะหายเป็นปกติได้
4. การเกิดกระดูกกรามหักเป็นข้อแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ในกรณีที่การตัดไม่ถูกต้องก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งการแก้ไขก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับกระดูกกรามหักได้แก่ การยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะหรือการจัดฟันให้เข้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง
สรุป
การผ่าตัดกระดูกมุมกรามให้เล็กลงสามารถแก้ไขลักษณะของใบหน้าที่กางเหลี่ยมให้ดูเล็กลงและเรียวขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ควรได้รับการผ่าตัดและตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญและมีอุปกรณ์ผ่าตัดที่ครบถ้วน เพื่อผลการผ่าตัดที่น่าพอใจและมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 01:13 น. |
|
"ผู้เข้ารับการรักษาด้วย Laser Smile ส่วนใหญ่จะรู้สึกพึงพอใจกับผลที่ได้รับและที่สำคัญการฟอกสีฟันให้ขาวโดยวิธี Laser Smile นี้ โดยทั่วไปแล้วจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ เลย แถมฟันยังขาวอีกด้วย"
การฟอกสีฟัน เพื่อยิ้มอวดด้วยฟันสีขาวคงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรใคร ๆ ก็สามารถที่จะเดินทางมาพบหมอฟันเพื่อฟอกสีฟันให้ขาวสดใสได้ แต่การฟอกสีฟันด้วยวิธีเดิม ๆ นั้นล้าสมัยไปแล้วเดี๋ยวนี้เขามี "การฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์" กันแล้วค่ะ!
Laser Smile เป็นวิทยาการล่าสุดของการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปากของคนเรา
การฟอกสีฟันโดย Laser Smile นั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากอ่อนโยน ปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพียงคุณมาพบทันตแพทย์แค่ครั้งเดียว และใช้เวลาเพียงแค่ 30-45 นาที เท่านั้น คุณก็สามารถกลับบ้านไปด้วยฟันที่ขาวสะอาดและรอยยิ้มที่สดใส
ถึงแม้ประสิทธิภาพจะเยี่ยมแต่เมื่อเป็นของใหม่ก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า การฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์จะเหมาะสำหรับทุกคนหรือไม่เอาเป็นว่าใครที่ต้องการฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นและเร็วขึ้นกว่าที่ผ่านมาด้วยวิธีนี้ควรตรวจสอบกับทันตแพทย์ก่อนการรักษาว่าคุณไม่มีอาการแพ้ส่วนประกอบของเจลฟอก สีฟัน รวมถึงแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบหากคุณกำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร หรือมีภาวะผิดปกติอื่นใด หากแน่ใจว่าตัวคุณมีสุขภาพโดยรวมดีเยี่ยมก็ไม่มีอะไรน่ากังวลค่ะ
ทีนี้มาว่ากันถึงขั้นตอนการฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์เลยค่ะ เริ่มจากทันตแพทย์จะใส่ตัวป้องกันเหงือกให้ผู้มารับบริการก่อนจากนั้นจึงใส่เจลลงบนฟัน ในส่วนของเจลที่นำมาใส่บนฟันนั้นมีบางท่านยังเป็นกังวลว่าจะมีอันตรายอะไรหรือไม่ ขอเรียนว่าส่วนประกอบหลักของเจลได้ถูกใช้ในการฟอกสีฟันมาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว และได้รับการยอมรับว่าเป็นสารประกอบที่มีความปลอดภัยและให้ผลเป็นที่น่าพอใจจากวงการทันตกรรมจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายนะคะ

หลังจากทาเจลลงบนตัวฟันแล้วทันตแพทย์จะฉายแสงเลเซอร์ลงบนเจลเพื่อให้เจลทำปฏิกิริยากับฟัน โดยทำซ้ำทุก 15 วินาที แต่จะซ้ำกี่ครั้งทันตแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมค่ะ หลังจากนั้นเจลจะถูกล้างออกไปพร้อมกับนำตัวป้องกันเหงือกออกตอนนี้คุณก็สามารถวอดยิ้มฟันขาวของคุณได้ทันที
Laser Smile ให้ผลอันน่าทึ่งอย่างนี้คงช่วยให้หลายท่านมีทางเลือกมากขึ้น ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของผู้เข้ารับการรักษาก็พึงพอใจกับผลที่ได้รับที่สำคัญการฟอกสีฟันให้ขาวโดยวิธี Laser Smile นี้ โดยทั่วไปแล้วไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ เลยเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยจำนวนน้อยมากของผู้เข้ารับการรักษาที่จะมีปฏิกิริยาต่อ การรักษาค่ะ
การฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์อาจให้ผลเป็นเวลาหลายปี หากรักษาสุขภาพฟันและหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดคราบเกาะบริเวณฟัน เช่น ชา กาแฟ ไวน์ แดง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผลที่แท้จริงจะต่างกันออกไปในแต่ละคนขึ้นอยู่กับโครงสร้างและนิสัยในการรับ ประทานอาหาร
แม้ว่าการฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์จะเป็นวิทยาการที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว และปลอดภัยแต่วิธีนี้ก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง มิฉะนั้นแล้วก็อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการรักษาตามมาได้ท่านใดที่สนใจการฟอกสีฟันด้วยวิธีอันทันสมัยนี้จึงต้องพิจารณาเลือกสถาน บริการและทันตแพทย์อย่างรอบคอบด้วยค่ะ
เชื่อว่า...ทางเลือกใหม่ในการฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์คงช่วยให้คุณยิ้มสวยอวดฟันขาว...อย่างมั่นใจได้แน่นอนค่ะ
ขอขอบคุณขข้อมูลจาก หนังสือสวยด้วยแพทย์
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
|
หน้า 1 จาก 9 |