รับมือ "โรคเท้าเหม็น" และวิธีดูแล
วันอาทิตย์ที่ 06 ธันวาคม 2009 เวลา 19:23 น.

เท้าสวยนายแพทย์สุมนัส บุณยะรัตเวช ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายความสัมพันธ์ของโรคเท้ากับฤดูกาลว่า "สำหรับเมืองไทยนั้นอยู่ในเขตร้อนชื้นทำให้สภาพผิวหนังของคนไทยมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้มาก โดยเฉพาะยิ่งฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวด้วยแล้วยิ่งทำให้มีเหงื่อออกเยอะ ซึ่งมีคนส่วนหนึ่งมักจะมาพบแพทย์ด้วยโรคเหงื่อออกมากอย่างผิดปกติหรือภาษาแพทย์เรียกว่า Hyperhidrosis ซึ่งมักเกิดขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้า"

"นอกจากน่ารำคาญใจแล้วเหงื่อที่ออกมาก ๆ ในฤดูร้อนยังตามมาด้วยความชื้นในฤดูฝน ซึ่งความชื้นที่พูดถึงนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมในการเติบโตของพวกเชื้อโรคและเป็นสาเหตุของการติดเชื้อโรคที่ผิวหนังนั่นเอง"



โรคเท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8

นอกจากการมีเหงื่อออกเท้ามากจนเกิดความอับชื้นในหน้าร้อนแล้ว สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียยังเกิดจากการใส่ถุงเท้าและรองเท้าอบอยู่ทั้งวันรวมถึงการไม่หมั่นทำความสะอาดเท้าและรองเท้าอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้องลุยน้ำท่วมขังในหน้าฝนจึงส่งผลให้เกิดกลิ่นขึ้นได้เช่นกัน

ลักษณะอาการของโรคเท้าเหม็นคือมีหลุมเปื่อยเล็ก ๆ ที่ฝ่าเท้าบางครั้งหลุมอาจรวมตัวกันเป็นแอ่งเว้าตื้น ๆ ดูคล้ายแผนที่ มักพบหลุมเหล่านี้บริเวณที่ต้องรับน้ำหนักและง่ามนิ้วเท้า ถ้าขูดผิวหนังที่มีอาการและนำไปย้อมเชื้อจะพบเชื้อแบคทีเรียเป็นสีน้ำเงินแต่โดยทั่วไปโรคนี้ดูจากลักษณะภายนอกก็บอกได้



โรคเชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis)


คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียวแต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย

ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อราที่เท้าคือความชื้นและความเปียก ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวและฤดูฝนที่มีฝนตกน้ำท่วมขังคนที่ต้องลุยน้ำท่วมหรือเดินเท้าเปล่าตามพื้นดินแฉะ ๆ จะได้รับเชื้อโดยตรงอย่างอาชีพเกษตรกร

รวมถึงในกลุ่มอาชีพที่ต้องสวมรองเท้าทำงานทั้งวันเพราะรองเท้าทำให้เกิดความอับชื้นและกลายเป็นบ่อเกิดของเชื้อราซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ใหญ่โดยเฉพาะคนสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ เช่น คนไข้โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความผิดปกติของเส้นเลือดที่เท้ารวมถึงผู้มีปัญหากระดูกเท้าผิดรูป เป็นต้น

คุณหมอสุมนัสอธิบายลักษณะอาการและความเข้าใจผิดของโรคเชื้อราที่เท้าให้ฟังว่า "ลักษณะผื่นที่เกิดขึ้นมีได้หลายแบบ ได้แก่ ผื่นขาวยุ่ยที่ง่ามเท้า ตุ่มน้ำพองที่ฝ่าเท้า หรือฝ่าเท้าแดงมากจนเป็นขุย อาจมีโรคเชื้อราที่เล็บเท้าร่วมด้วย ซึ่งมีอาการที่สังเกตเห็นได้ เช่น ใต้เล็บมีลักษณะหนา มีการหลุดร่อนระหว่างเล็บกับฐานเล็บ เล็บอาจมีการผุกร่อนหรือเปลี่ยนสีเช่นเป็นสีขุ่นขาวได้"

คุณหมอยังย้ำว่า ?โรคเชื้อราที่เท้าเกิดจากเชื้อราได้หลายชนิด แต่ที่พบบ่อย ๆ คือ เชื้อยีสต์แคนดิดา เชื้อกลาก และเชื้อกลากเทียม การสังเกตอาการของโรคดังกล่าวจึงทำได้ค่อนข้างยากแม้กระทั่งหมอผิวหนังที่ชำนาญยังอาจดูผิดพลาดได้ ทางที่ดีจึงควรได้รับการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการหรือแล็บโดยการขูดหรือการเพาะเชื้อจากผู้เชี่ยวชาญจากประสบการณ์ของผมพบว่า คนส่วนใหญ่เมื่อมีอาการผิดปกติที่เท้ามักคิดว่าเป็นโรคเชื้อราที่เท้าไว้ก่อนโดยที่ความจริงโรคที่เป็นอาจไม่ได้เกิดจากเชื้อราและหลายคนมักซื้อยามาใช้เองแบบผิด ๆ ถูก ๆ นอกจากโรคไม่หายแล้วยังบดบังรอยโรคเดิมเมื่อมาหาหมอก็ทำให้การวินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น?

อย่างไรก็ตามทางที่ดีคงต้องส่งขูดตรวจผิวหนังและเพาะเชื้อดูเพราะเมื่อติดเชื้อราแล้วมีโอกาสเกิดโรคซ้ำ ๆ ซึ่งคุณหมอย้ำว่า "ถึงแม้จะใช้ยาทาจนดูเหมือนหายดีแต่มักจะมีเชื้อหลงเหลืออยู่ เมื่อเท้าอับชื้นขึ้นเมื่อใดเชื้อราก็จะลุกลามขึ้นมาใหม่ทำให้เกิดอาการเป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำ การดูแลป้องกันโรคเชื้อราที่เท้าไม่ให้กลับเป็นซ้ำอีกจึงมีความสำคัญ หากมีอาการรุนแรงและเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับไต และควรรักษาอย่างต่อเนื่องไม่ควรหยุดใช้ยาเอง แม้ว่าจะดีขึ้น การหยุดยาเร็วเกินไปขณะที่เชื้อยังไม่หมดมีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีกได้ง่าย"





โรคจากอุบัติเหตุและภยันตรายที่เกิดกับเท้า

ไม่ว่าจะเป็นการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ หรือสัตว์มีพิษชนิดต่าง ๆ ที่มักหนีน้ำมาอาศัยอยู่ตามบ้านเรือนตลอดจนอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง เช่น เตะเสี้ยนไม้ เหยียบตะปู หรือเหยียบเศษแก้วจนได้รับบาดเจ็บ นอกจากจะเกิดบาดแผลขึ้นที่เท้าแล้วอาจเกิดการติดเชื้อบาดทะยักและมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้อีกทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงและระมัดระวังเป็นพิเศษหากต้องลุยน้ำท่วมขังในหน้าฝนค่ะ



8 วิธีง่าย ๆ ดูแลสุขภาพเท้าด้วยตัวเอง

คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพเท้าด้วยตัวเองและย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้

1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำทุก ๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่มแต่อย่าขัดหรือถูหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง

2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้งโดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริง ๆ

3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้าหลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้วควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน

4. ถ้าผิวแห้งทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุนเพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบาง ๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้าห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้าเพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้

5. ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป

6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรคควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้าไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า

7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำสังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์

8. ออกกำลังกายเท้าเพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวันเพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ



กระตุ้นการไหลเวียนเลือดมาสู่ปลายเท้าท่าบริหารทำได้โดย

กระดกข้อเท้าขึ้นและลงสลับกันช้า ๆ ทำ 5-10 ครั้ง แล้วจึงสลับข้าง

หมุนข้อเท้า โดยหมุนเข้า และหมุนออกช้า ๆ ทำอย่างละ 5-10 ครั้ง แล้วจึงสลับข้าง

ใช้นิ้วเท้าจิกผ้าที่วางอยู่บนพื้นสลับกับปล่อย เพื่อบริหารกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ในเท้า

นั่งยกขาขึ้นพาดโต๊ะ เหยียดเข่าตึง แล้วกระดกข้อเท้าขึ้น ใช้มือจับปลายเท้าค้างไว้นับ 1-6 ในใจ ถือเป็น 1 ครั้ง ทำจนครบ 2 ข้าง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ชีวจิต

อ่านเพิ่มเติม...
 
วิธีนั่งไม่ปวดหลัง
วันอาทิตย์ที่ 06 ธันวาคม 2009 เวลา 18:01 น.

ใครหลายคนที่ชอบนั่งอ่านหนังสือเป็นเวลานานคงจะรู้เมื่อยและปวดหลังใช่ไหมค่ะ ส่วนสาเหตุนั้นจะเกิดขึ้นจากอะไรและมีวิธีแก้อย่างไรนั้น วันนี้เราจะนำมาบอกเล่าให้ฟังกัน

1. เลือกขนาดของโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะกับรูปร่าง ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป สังเกตจากเวลานั่งเท้าจะวางราบสัมผัสพื้นได้ส่วนหลังก็จะชนพนักพิงพอดี

2. นั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น จะช่วยให้หลังไม่งอ ลดปัญหาปวดคอ คอเกร็ง สำหรับผู้ที่เผลอนั่งโดยโน้มตัวไปข้างหน้ามากเกินไปกล้ามเนื้อคอจะทำงานหนักมีอาการตึงและส่งผลให้ปวดหลัง


นั่งโต๊ะทำงาน


3. ก้มอ่านหนังสือในระดับพอเหมาะ ควรอยู่ระดับเดียวกับสายตาหากอยู่ต่ำกว่าจะทำให้เวลาอ่านต้องมองขึ้นลงบางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแสบบริเวณหลังส่วนบน นอกจากนี้ตำแหน่งวางข้อศอกควรอยู่ระดับเดียวกับพื้นโต๊ะบริเวณไหล่จึงไม่เกร็ง

4. ไม่นั่งอยู่กับที่นานเกินไป ทุก ๆ 30 นาที ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้างอาจยืดเส้นยืดสายอยู่กับที่หรือลุกเดินเพื่อให้เส้นเอ็นคลายตัว แต่หลีกเลี่ยงการก้มหรือยืดหลังแรง ๆ เพราะจะทำให้เจ็บกล้ามเนื้อได้

การนั่งอย่างถูกท่า ถูกวิธี นอกจากจะช่วยถนอมกล้ามเนื้อหลังแล้วยังเป็นการฝึกบุคลิกภาพที่ดีด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เดลินิวส์

อ่านเพิ่มเติม...
 
ปัญหา บวม ช้ำ ใต้ตาดำ ทำไงดี
วันอาทิตย์ที่ 06 ธันวาคม 2009 เวลา 16:03 น.
ดวงตาของคนเรานั้นทั้งบอบบางและสำคัญมากที่สุด หากเมื่อไหรที่ดวงตาไม่ชวนมองสาเหตุมาจากอาการบวม ช้ำ หรือใต้ตาคล้ำ คงทำให้เรารู้สึกกังวลไม่สดชื่นและไม่สดใสและที่สำคัญคงไม่อยากให้ใครเห็นหน้าหรือมองจ้องตาเป็นแน่

ตาช้ำ อาจเกิดได้หลายสาเหตุที่ส่วนใหญ่คนเราเจอกันก็คือถ้าเรานอนไม่พอหรืออดนอนมาหลายคืน มีรอยช้ำใต้ตาเหมือนหมีแพนด้าแล้วก็ลองหาถุงชา (ควรเป็นชาชนิดซองถ้าจะให้ดีควรเป็นชากลิ่นคาโมมายล์) นำไปแช่ในน้ำร้อนหลังจากนั้นเอาขึ้นมาทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำมาปิดไว้ที่ตาประมาณ 15 นาที เพียงเท่านี้ดวงตาของคุณก็จะกลับมาสดใสเหมือนเดิมแล้ว




ปวดตา ถ้าคุณรู้สึกว่าปวดตาหรือรู้สึกล้าเนื่องจากการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ลองหยุดพักสายตาเป็นระยะทุก 2 - 3 ชั่วโมง ประมาณ 10 - 15 นาที นอกจากนี้ยังสามารถใช้แตงกวาได้ โดยนำแตงกวามาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วมาปิดไว้บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที เท่านี้ก็ช่วยลดการปวดตาได้แล้ว

ตาบวม เพื่อน ๆ ลองหามะเขือเทศมาสักหน่อยนำมาหั่นแล้วปิดไว้ที่บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที เพียงเท่านี้รอบดวงตาของคุณก็จะหายบวม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรุงเทพธุรกิจ
อ่านเพิ่มเติม...
 
เคล็ดลับความหนุ่มสาวให้ยืดยาวคงอยู่
วันอาทิตย์ที่ 06 ธันวาคม 2009 เวลา 14:33 น.

ดร. ไลนัส พอลลิ่ง เจ้าของรางวัลโนเบลถึงสองครั้งสองครากล่าวว่า "ความแก่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์" เมื่อเซลล์ตายและต้องเกิดใหม่ ก่อนตายต้องอาศัยดีเอ็นเอเป็นตัวสร้างและดีเอ็นเอก็ต้องอาศัยลูกน้องคือ อาร์เอ็นเอเป็นตัวทำงาน

จากความลับข้อนี้เราจะสามารถรู้ได้ว่าเราสามารถสร้างเซลล์ที่กำลังเสื่อมให้กระปรี้กระเปร่าหรือคืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาได้นั้น เราต้องให้อาหารหรือยาแก่นิวเคลียสของเซลล์นั่นคือดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอ

อาหารหลักที่ประกอบด้วยดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอ คือ อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดขาวและอาหารดังกล่าวนี้จะได้ผลดียิ่งขึ้น จะต้องกินพร้อมกับอาหารกลุ่มอื่น ๆ อย่างครบถ้วน และจัดสัดส่วนให้ได้ปริมาณที่ถูกต้อง

ความเป็นหนุ่มเป็นสาวจงเจริญ

เราลองมาเช็คกันดีกว่าว่า คุณกิน "ถูก" หรือยัง

1. กินอาหารที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ถ้าเป็นข้าวก็ใช้ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ถ้าเป็นผักก็เป็นผักธรรมดาไม่ใช่ผักกระป๋องหรือผักแช่แข็งจากเมืองนอกเวลากินก็ทำน้ำพริกสักถ้วยใช้ผักสดหรือผักต้มจิ้ม

2. กินอาหารที่ไม่มีท็อกซิน จำพวกผักผลไม้ที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลงหรือยาดองศพในปลาและอาหารทะเล เนื้อสัตว์สมัยนี้เลี้ยงมาจากฟาร์มที่กินอาหารสำเร็จรูป และสารเพิ่มสีแดง

3. งดอาหาร เนื้อ หมู ไก่ น้ำตาลขาวทุกชนิดรวมทั้งอาหาร ขนม เครื่องดื่มที่ผลิตจากน้ำตาล เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ไอศกรีม น้ำหวานต่าง ๆ? อาหารมันที่ใชน้ำมัน เนย นม กะทิ? แป้งขาวทุกชนิด เช่น ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปังขาว

4. กินแต่ละมื้อให้พอดี ปริมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของกระเพาะ แต่กินมื้อย่อย ๆ เพิ่มเติม เช่น มื้ออาหารว่างก่อนมื้อกลางวันและอาหารว่างมื้อบ่าย

5. เคี้ยวให้ละเอียด อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิตแนะนำว่า ควรเคี้ยวช้า ๆ ถ้าเป็นไปได้ ควรคำละประมาณ 50 ครั้ง

6. กินให้หลากหลาย เราควรสำรวจอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละมื้อว่าครบประเภทและได้ปริมาณเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะหากร่างกายส่งสัญญาณว่าขาดอาหารประเภทใดก็ให้กินเสริม


ผักและผลไม้รวม



ทำไมต้องกินให้หลากหลาย

เพราะแต่ละอวัยวะทำหน้าที่แตกต่างกันไปจึงต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันด้วยอาหารนานาที่เราจำเป็นต้องกินนั้น แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มแมคโคร (Macro) และกลุ่มไมโคร (Micro)

แมคโคร เป็นกลุ่มที่ให้หรือสร้างพลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน

คาร์โบไฮเดรต คือ สารประกอบซึ่งมีแป้ง น้ำตาลและเซลลูโลสเป็นสารประกอบย่อย ให้พลังงานสูงสุดแก่ร่างกาย คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งย่อยโดยเอนไซม์ในน้ำลายในปากเราก่อนถึงกระเพาะกลูโคสเป็นอาหารสำคัญสำหรับสมองและเซลล์ประสาทส่วนกลาง ร่างกายเราต้องการคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในร่างกายของเราอย่างน้อยวันละ 50 กรัม หากรับประทานน้อยกว่านี้ ไม่ช้าร่างกายจะเกิดอาการ Ketosis ซึ่งเป็นอาการของกรดในเลือด ซึ่งเกิดจากการใช้ไขมันและโปรตีนในร่างกายมากคนเกินไป (Ketoacidosis) และทำให้เกิดอาการโคม่าและถึงตายได้ เมื่อคาร์โบไฮเดรตสำคัญต่อร่างกายขนาดนี้เราจึงต้องกินคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดขาวถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารแต่ละมื้อ

โปรตีน คือ สารที่มีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นไนโตรเจนและตัวประกอบที่สำคัญที่สุดของโปรตีนคือ กรดอะมิโน (Amino Acids) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 22 ตัว ส่วนใหญ่ร่างกายสร้างเองได้ ยกเว้น 8 ตัวเท่านั้นที่ร่างกายต้องการจากอาหาร ได้แก่ Isoleucine Leucine Lysine Methionine Phenylalanine Threonine Trytophan และ Valine

ไขมัน คือ สารซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมันเราแบ่งออกกว้าง ๆ ตามลักษณะเป็นไขมันขาว ซึ่งอยู่ในเซลล์ของร่างกายและไขมันน้ำตาล ซึ่งอยู่ทั่วร่างกายในลักษณะของน้ำมันถ้าเราแบ่งตามรูปแบบทางเคมี เราจะแบ่งเป็นไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acid) และไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid)

ไมโครสารอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้คือ วิตามิน และแร่ธาตุ ร่างกายเราอาจไม่ต้องการมากเพียงหนึ่งในหมื่นหรือหนึ่งในแสน เมื่อเทียบกับกลุ่มแมคโครแต่กลุ่มนี้ก็มีความสำคัญมากหากร่างกายได้แต่กลุ่มแมคโครไม่มีกลุ่มไมโครอาหารกลุ่มแรกก็จะบูดเน่าเป็นขยะ ไม่สามารถแปลงตัวเองไปเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายได้

หน้าที่ของไมโคร คือ เป็นตัวก่อตั้งหมายความว่าเป็นตัวเริ่มต้นกะเกณฑ์ว่าจะเริ่มต้นพาอาหารไปเลี้ยงร่างกายอย่างไร

ผลักดันพลังงาน เพราะงานทุกขั้นตอนที่เกิดในร่างกายมักจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ถ้านับเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนก็จะต้องส่งต่อกันเป็นทอด ๆ เพราะแต่ละส่วนแต่ละทอดจะให้พลังงานและเกิดพลังงานแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน

ควบคุม เมื่อทำงานเป็นทอด ๆ แล้ว เมื่องานเสร็จก็ต้องควบคุมต่ออีกว่างานนั้นจะไปที่ใคร

แร่ธาตุที่จำเป็น ได้แก่ แคลเซียม คลอรีน โครเมียม โคบอลต์ ทองแดง ฟลูออรีน ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานิส โมลิบดีนัม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซีลีเนียม โซเดียม กำมะถัน วาเนเดียม สังกะสี

วิตามินที่จำเป็น ได้แก่ วิตามินเอ บี1 บี2 บี5 บี6 บี12 บี15 บี17 ซี ดี อี เอฟ เฮส เค พี ทีและยู Choline Inositol Folic Acid Niacin PABA ฉะนั้น ถ้าขาดอาหารกลุ่มนี้คุณจะป่วยร้ายแรงได้

น้ำ น้ำเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของสารอาหารเพราะสามในสี่ของร่างกายคือน้ำและหน้าที่ของน้ำนั้น ได้แก่ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยดูดซึม ช่วยการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย ช่วยถ่ายของเสียออกจากร่างกายและรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ที่ 37 องศาเซลเซียส วันหนึ่งเราควรกินอาหารวันละ 4- 6 แก้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ชีวจิต

อ่านเพิ่มเติม...
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 6