|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:38 น. |
|
โรคงูสวัด คุณ ๆ ท่าน ๆ อาจต่างคุ้นเคยกันดีและมักจะคิดว่ามีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่สามารถเป็นกันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีโอกาสที่จะเกิดกับลูกน้อยถึงแม้จะมีความเสี่ยงน้อย แต่ลูกน้อยของคุณก็สามารถจะถูกโรคงูสวัดเล่นงานได้นะคะ
โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส
สาเหตุเกิดจากไวรัส แวริเซลลา ซอสเตอร์ (Varivella-zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสค่ะ โดยเด็กที่ติดเชื้อไวรัสนี้เป็นครั้งแรก (primary varicella-zoster virus infection) จะแสดงอาการออกเป็นโรคอีสุกอีใสความสำคัญของเชื้อไวรัสนี้ก็คือ เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้วเชื้อไวรัสนี้จะยังคงแฝงอยู่ในปมประสาทรับสัมผัสของผู้ป่วยและสามารถจะถูกกระตุ้นให้แสดงอาการได้อีกในอนาคต หากผู้ป่วยมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลงซึ่งการที่เชื้อไวรัสซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทรับสัมผัสของผู้ป่วยถูกกระตุ้นให้แสดงอาการครั้งหลังนี้ ผู้ป่วยก็จะแสดงอาการเป็นโรคงูสวัด (Herpes zoster) นั่นเองค่ะ
เด็กเล็กมักติดหลังคลอด
จะเป็นโรคงูสวัดได้ก็ต้องเป็นอีสุกอีใสก่อนค่ะ ซึ่งเด็กเล็กส่วนใหญ่มีโอกาสจะเป็นอีสุกอีใสได้มากกว่างูสวัดแต่เท่าที่เคยพบงูสวัดในเด็กเล็ก ๆ มักจะติดมาจากคุณแม่ที่เป็นอีสุกอีใสตอนตั้งครรภ์ซึ่งจะติดในเดือนหลัง ๆ ก่อนคลอด ถ้าเด็กติดอีสุกอีใสจากแม่ใน 5 เดือนแรกของการตั้งครรภ์จะทำให้เด็กส่วนใหญ่ที่เกิดออกมามีความผิดปกติที่เรียกว่า คอนเจนนิทัลแวริเซลลา ซินโดร์ม (congenital varicella syndrome) โดยอาจมีความผิดปกติที่ผิวหนังหรือมีผื่นผิวหนังแบบงูสวัด
ภูมิคุ้มกัน ถ้าเด็กมีร่างกายแข็งแรงปกติดีอยู่แล้วไม่มีโรคประจำตัวอาการงูสวัดจะไม่รุนแรง แต่หากเด็กมีโรคประจำตัว เช่น ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัว อย่างเช่น เป็นโรคเลือด หรือมีเนื้อร้าย โดยเฉพาะถ้าได้รับยากดภูมิคุ้มกันก็มีโอกาสเป็นงูสวัดที่รุนแรงได้
อายุ โรคงูสวัดจะพบมากในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันลดลงทำให้พบในคนอายุเยอะ ส่วนในเด็กพบได้น้อยกว่าผู้ใหญ่สำหรับในเด็กเล็กหรือทารกโอกาสเป็นยิ่งน้อยเนื่องจากถ้าการดูแลคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ดีโอกาสที่คุณแม่ที่เป็นอีสุกอีใสในช่วงตั้งครรภ์ก็จะน้อยทำให้โอกาสของการเกิดงูสวัดในเด็กเล็กหรือทารกก็มีน้อยตามไปด้วยค่ะ
แต่ในเด็กบางคนที่ได้รับเชื้ออีสุกอีใสจากแม่ในขณะตั้งครรภ์แล้วเด็กเกิดมาปกติแสดงว่าเด็กมีเชื้ออีสุกอีใสอยู่ในตัว พอเด็กอายุ 1-3 ปี ก็จะเป็นงูสวัดเลยซึ่งในกรณีที่เด็กเล็กเป็นงูสวัดแบบนี้ควรจะกลับไปตรวจประวัติสุขภาพคุณแม่ตอนตั้งครรภ์ควบคู่กันไปด้วยค่ะ

ความเชื่อเรื่องงูสวัด ความเชื่อที่ว่าเป็นงูสวัดแล้วมีตุ่มใสขึ้นรอบตัวจะถึงขั้นเสียชีวิตได้นั้นอาจเป็นไปได้ค่ะ เพราะถ้ามีตุ่มใสขึ้นรอบตัวแสดงว่าผู้ป่วยรายนั้นน่าจะเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่เดิมจนทำให้เชื้อโรคสามารถกระจายทั่วร่างกายและมีโอกาสที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
อาการที่พบ ผู้ป่วยจะมีตุ่มใส ๆ ขึ้นกระจายเป็นกลุ่ม ๆ ตามแนวของเส้นประสาทรับสัมผัส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นแค่ด้านใดด้านหนึ่งของลำตัวโดยอาจจะมีอาการปวดหรือคันในบริเวณนั้นก่อนระยะเวลาที่จะเป็นตุ่มใสอยู่ประมาณ 3-5 วัน และหายได้ภายใน 1-2 อาทิตย์ค่ะ
แพร่เชื้อผ่านสัมผัส การแพร่เชื้อของโรคงูสวัดโดยหลักใหญ่จะผ่านทางการสัมผัสโดยตรงเนื่องจากเชื้อไวรัสจะอยู่ที่ตุ่มใสส่วนการแพร่เชื้อโดยการฟุ้งกระจานทางอากาศมีโอกาสเป็นไปได้ค่ะแต่น้อย และถ้าหากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสงูสวัดมีภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องอยู่แล้วอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีตุ่มใสขึ้นเยอะ และยังมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อโรคได้มากยิ่งขึ้นทำให้ยิ่งต้องระมัดระวังการติดเชื้อโดยการฟุ้งกระจายในอากาศด้วยค่ะ สำหรับระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะสามารถแพร่เชื้อได้นั้นจะเริ่มได้ตั้งแต่เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีตุ่มใสขึ้นค่ะ
เด็กที่ไปสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยงูสวัดไม่ได้หมายความว่า เด็กทุกคนจะเป็นงูสวัดนะคะดังที่กล่าวแล้วว่าโรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่แฝงตัวในร่างกายอยู่แล้วเลยถูกกระตุ้นขึ้นมา ดังนั้น ถ้าเด็กที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสเลยหรือไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันเชื้ออีสุกอีใสแล้วไปสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยงูสวัด ถ้าเกิดมีการติดเชื้อ (ซึ่งถือเป็นการติดเชื้อครั้งแรก) จะแสดงอาการเป็นโรคอีสุกอีใสค่ะ ถ้าเด็กที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนแล้วโดยเฉพาะถ้าภายในระยะเวลาก่อนหน้าไม่นาน ระดับภูมิคุ้มกันจะยังมีอยู่ในร่างกายเด็กก็จะไม่ติดเชื้อไวรัสนี้ค่ะ
อาการแทรกซ้อนของงูสวัด สำหรับผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติอาจมีผลแทรกซ้อนต่อระบบประสาทซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของปมประสาทด้วย เช่น หากตุ่มใสขึ้นในบริเวณของเส้นประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับประสาทตาและ การมองเห็นก็อาจทำให้มีความผิดปกติที่ดวงตาได้ ส่วนในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ก็จะมีอาการแทรกซ้อนจากเชื้อไวรัสงูสวัดได้รุนแรงกว่าค่ะ ทั้งอาการแสดงทางผิวหนัง และอาการทางระบบอื่นซึ่งเป็นผลมาจากการที่เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปตามระบบอื่น ๆ ในร่างกายก่อให้เกิดการอักเสบหรือการทำงานผิดปกติของระบบอื่น ๆ ในร่างกายด้วย เช่น ปอด ตับ สมอง หรือระบบการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับในเด็กจะพบอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้ได้น้อยกว่าผู้ใหญ่มากค่ะ
วิธีรักษา ถ้าลูกน้อยเป็นโรคนี้แล้วต้องดูแลเรื่องความสะอาดเป็นหลักค่ะให้ยาลดไข้ในกลุ่มพาราเซตามอลได้และรีบพาไปพบคุณหมอโดยเร็วนะคะ ซึ่งนอกจากวิธีการรักษาตามอาการแล้วในบางรายที่คุณหมอพิจารณาว่าอาจมีอาการรุนแรงเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น ลูกมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีโรคประจำตัวอยู่คุณหมออาจจะพิจารณาให้ยาต้าน เชื้อไวรัส ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่รักษาอีสุกอีใสค่ะ
อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ การแยกเด็กเพื่อลดการแพร่เชื้อสู่เด็กคนอื่นค่ะ ถึงแม้โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยกว่าอีสุกอีใสก็ตามแต่ก็ไม่ควรมองข้ามค่ะควรให้ลูกหยุดเรียนและพ่อแม่ควรงดการพาลูกไปในสถานที่ที่มีคนมาก ๆ ด้วยค่ะ
งูสวัดป้องกันได้ เริ่มจากป้องกันไม่ให้เป็นอีสุกอีใสก่อน ได้แก่ ไม่ให้ลูกไปสัมผัสหรือคลุกคลีกับเด็กที่เป็นอีสุกอีใสการฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสก็อาจจะช่วยได้ค่ะ
โดยวัคซีนนี้จะเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ
1. ขวบขึ้นไปข้อมูลปัจจุบันแนะนำว่าให้ฉีด 2. ตอนอายุ 1 ขวบ และกระตุ้นอีกครั้ง ตอนอายุประมาณ 4-5 ขวบค่ะ
อย่างไรก็ตามสามารถฉีดห่างกันได้เร็วที่สุดคือ 3 เดือนค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก รักลูก
|